Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

นรก สวรรค์ เปรต เทวดา คนธรรพ์ มีจริงหรือไม่

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ

กองซ่อมอิเลคโทรนิคส์ 14 ก.พ. 2556

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : mp4 , mp3

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง


 

โสดาบันเกิดอีกไม่เกิน ๗ คราว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ ย่อมมาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน ซึ่กุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลายสิกขา ๓ นี้ที่สิกขาบท ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด สิกขา ๓ เป็นไฉน คือ 

อธิศีลสิกขา ๑ 

อธิจิตตสิกขา ๑

อธิปัญญาสิกขา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้แลที่สิกขาบท ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอ ประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อย บ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็น คนอาภัพ เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงใน สิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย เธอเป็น พระสัตตักขัตตุปรมโสดาบันเพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยวไปในเทวดา และมนุษย์อย่างมากเจ็ดครั้ง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยว ไปสู่ ๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ) แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ 

เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป มาเกิดยัง ภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ 

เธอเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความ เป็นคนอาภัพเพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใดเป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคง ในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เพราะโอรัมภาคิย สังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี

เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อย บ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็น คนอาภัพเพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้นสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ทำได้เพียงบางส่วน ย่อมให้สำเร็จได้ บางส่วน ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลย ฯ

 

(ไทย) เอก.ทุก.อํ ๒๐/๒๒๒/๕๒๗คลิกดูพระสูตร

(บาลี) เอก.ทุก.อํ ๒๐/๒๙๙/๕๒๗คลิกดูพระสูตร

 

[๖๓๙] ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ตอบว่า เมื่อผมลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็น โครงกระดูกลอยอยู่ในเวหาส พวกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็โผถลาตามเจาะ จิก ทึ้งโครงกระดูกนั้น ได้ยินว่า โครงกระดูกนั้นส่งเสียงร้องครวญคราง ผมคิดว่า อัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีมาหนอ สัตว์แม้เห็นปานนี้ก็จักมี ยักษ์แม้เห็นปานนี้ก็จักมี การได้อัตภาพแม้เห็นปานนี้ก็จักมี ฯ

 

[๖๔๐] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุหนอ เป็นผู้มีญาณหนอ เพราะว่า แม้สาวกก็จักรู้ จักเห็น สัตว์เช่นนี้ หรือจักเป็นพยาน เมื่อก่อนเราได้เห็นสัตว์ตนนั้นเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ พยากรณ์ไว้ หากว่าเราพึงพยากรณ์สัตว์นั้นไซร้ คนอื่นๆก็จะไม่พึงเชื่อถือเรา ข้อนั้นพึง เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน แก่ผู้ไม่เชื่อถือเรา

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้เป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ด้วยผลของกรรมนั้น เขาจึง หมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นปี สิ้นร้อยปีพันปี แสนปี เป็นอันมาก ด้วยผลของกรรม นั่นแหละยังเหลืออยู่ เขาจึงต้องเสวยการได้อัตภาพเห็นปานนี้ ฯ

 

 

 

หนังสือภพภูมิ หน้า ๑๓๖

(ไทย)นิทาน. สํ.๑๖/๒๕๖/๖๓๗.คลิกดูพระสูตร

(บาลี)นิทาน. สํ.๑๖/๒๙๘/๖๓๗.คลิกดูพระสูตร

 

[๕๓๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์เป็นไฉน? พวกเทวดาซึ่ง

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่รากก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่แก่นก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กะพี้ก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่เปลือกก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กะเทาะก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ใบก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ดอกก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ผลก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่รสก็มี

สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่นก็มี.

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนี้เราเรียกว่า พวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ 

 

 

หนังสือภพภูมิ หน้า ๓๐๕

(ไทย) ธนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๑/๕๓๗. ลิกดูพระสูตร

 

(บาลี) ธนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๙/๕๓๗. ลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

Today81
Yesterday393
This week2419
This month10592
Total860072

Who Is Online

5
Online