Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

ทรงมีหลักเกณฑ์การฝึกตามลำดับอย่างไร

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ

สนทนาธรรมค่ำเสาร์ วันที่ 4 มิ.ย. 54

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : mp4 , mp3

 

 

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

ทรงมีหลักเกณฑ์การฝึกตามลำดับ

พราหมณ์ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งการศึกษาตาม ลำดับ การกระทำตามลำดับ และการปฏิบัติตามลำดับได้เหมือนกัน.

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนผู้ชำนาญการฝึกม้า ได้ม้าชนิดที่อาจฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรกย่อมฝึกให้รู้จักการรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึงค่อยฝึกอย่างอื่นๆ ให้ยิ่งขึ้นไป ฉันใด;

พราหมณ์เอย ! ตถาคตครั้นได้บุรุษที่พอฝึกได้มาแล้ว

ในขั้นแรกย่อมแนะนำอย่างนี้ก่อนว่า

มาเถิดภิกษุ ! ท่นจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร   มีปกติเห็นเป็นภัยแม้ในโทษที่เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบท ทั้งหลายเถิดดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้มีศีล (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว

ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

มาเถิดภิกษุ ! ท่นจงเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหล : ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต (คือรวบถือทั้งหมด ว่างามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี) จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือแยกถือเอาแต่บางส่วน ว่าส่วนใดงามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี), บาปอกุศล กล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามอารมณ์ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักสำรวมอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุนทรีย์ดังนี้.  

(ในกรณี โสตินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์คือจมูก ชิวหินทรีย์คือลิ้น กายินทรีย์คือกาย และมนินทรีย์คือใจ   ก็มีข้อความนัยเดียวกัน).

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้สำรวมอินทรีย์ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

มาเถิดภิกษุ ! ท่นจงเป็นผู้รู้ประมณในโภชนะอยู่เสมอ จงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง, แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก

เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์, โดยคิดว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น, ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เราดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใดภิกษุนั้น เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว   ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า  

มาเถิดภิกษุ ! ท่นจงประกอบควมเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น(ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มึนชา). จงชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรมทั้งหลาย ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดวันยันค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี.

ครั้นยามกลางแห่งราตรี สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์ (คือตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า) มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น.

ครั้นถึงยามท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดจากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดิน การนั่ง อีกต่อไปดังนี้.

พราหมณ์ !  ในกาลใด  ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว    

ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

มาเถิดภิกษุ !  ท่นจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า  การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนิ่งดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว

ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

มาเถิดภิกษุ ! ท่นจงเสพเสนสนะอันสงัด คือ ป่าละเมาะ โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า,

ละ อภิชฌในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิต จากอภิชฌา;

ละ พย มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณา มีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาท;

ละ ถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจาก ถีนมิทธะ มีสติ สัมปชัญญะ คอยชำระจิตจากถีนมิทธะ;

ละ อุทธัจจกุกกุจจะ  ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบอยู่ภายใน  คอยชำระจิต จากอุทธัจจกุกกุจจะ;

ละ วิจิกิจฉ ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า นี่อะไร นี่อย่างไรในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉาดังนี้.

ภิกษุนั้น ครั้น

ละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต  ทำปัญญา ให้ถอยจากกำลังเหล่านี้ จึงบรรลุฌนที่หนึ่ง มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่;

เพราะสงบวิตก วิจารเสียได้   จึงบรรลุฌนที่สอง เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่;

เพราะความจางหายไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌนที่ส  อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข แล้วแลอยู่; และ

เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุฌนที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่มีสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่ใด ที่ยังเป็นเสขะ(คือยังต้องทำต่อไป) ยังไม่บรรลุอรหัตตผล  ยังปรารถนานิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะไม่มีอื่นยิ่งไปกว่าอยู่, คำสอนที่กล่วมนี้แหละ เป็นคำสอนสำหรับภิกษุทั้งหลยเหล่นั้น.  

ส่วนภิกษุเหล่ใด เป็นอรหันต์สิ้นอสวะแล้วจบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว  มีภาระอันปลงลงได้แล้ว  มีประโยชน์ตนอันบรรลุถึงแล้ว  มีสัญโญชน์ในภพ สิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ, ธรรมทั้งหล(ในคำสอน) เหล่นี้ เป็นไปเพื่อควมอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลยเหล่นี้ด้วย.

ตามรอยธรรม หน้า ๕๓

(ภาษาไทย) อุปริ. ม. ๑๔/๖๒/๙๔. : คลิกดูพระสูตร

 

 

Today329
Yesterday531
This week1370
This month10073
Total820135

Who Is Online

20
Online