Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

การดูจิตอย่างละเอียด ทำอย่างไร

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ

 

สนทนาธรรมค่ำวันเสาร์  19 ก.พ. 54

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : mp4, mp3

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

       ภิกษุ ท. !  สมัยใด ภิกษุ  

[๑] ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ;  

[๒] ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;  

[๓] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้ทำจิตตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;  

[๔] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า  เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ภิกษุ ท. !  สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้  ตามเห็นจิตในจิต  อยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลส  มีสัมปชัญญะมีสติ  นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

          ภิกษุ ท. !        เราไม่กล่าวอานาปานสติ  ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติ อันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ.    ภิกษุ ท. !    เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ภิกษุ นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ  มีสติ  นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้  ในสมัยนั้น.

 

(ไทย) อุปริ. ม. ๑๔/๑๕๖/๒๘๙:คลิกดูพระสูตร

(บาลี) อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๕/๒๘๙:คลิกดูพระสูตร

          [๒๔๐]ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่หลงลืม ฯ 

(ไทย) เอก. อํ. ๒๐/๔๕/๒๔๐:คลิกดูพระสูตร

(บาลี) เอก. อํ. ๒๐/๕๙/๒๔๐:คลิกดูพระสูตร

 

จิตมีตัณหา เรียกว่าอยู่สองคน

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า ?                              

       มิคชาละ !   รูป ทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ  อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา  น่ารักใคร่  น่าพอใจ  มีลักษณะน่ารัก  เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ  มีอยู่.    ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน  พร่ำสรรเสริญ  สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้ ;

        เมื่อนันทิ   มีอยู่,  สาราคะ (ความกำหนัดกล้า)  ย่อมมี ; เมื่อสาราคะ  มีอยู่,   สัญโญคะ  (ความผูกจิตติดกับอารมณ์)  ย่อมมี ;

        มิคชาละ !    ภิกษุผู้ ประกอบพร้อมแล้ว  ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล  เราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง”.

        มิคชาละ !  ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้  แม้จะส้องเสพเสนาสนะ อันเป็นป่าและป่าชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย ปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำการลับของมนุษย์ เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น เช่นนี้แล้วก็ตาม, ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?   ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ;   ตัณหานั้น  อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว  เพราะเหตุนั้น  ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า  ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง ดังนี้.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๓๕๘ – ๓๕๙

(ไทย) สฬา. สํ. ๑๘/๓๔/๖๖:คลิกดูพระสูตร

(บาลี) สฬา. สํ. ๑๘/๔๓/๖๖:คลิกดูพระสูตร

 

มิคชาละ !   รูป  ทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ   เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก  เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่.  ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้,  แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นนั่นแหละ,   นันทิ (ความเพลิน) ย่อมดับ ;

เมื่อนันทิ    ไม่มีอยู่,       สาราคะ (ความกำหนัดกล้า)    ย่อมไม่มี ;

เมื่อสาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมไม่มี ;

มิคชาละ  !  ภิกษุผู้ ไม่ประกอบพร้อมแล้ว   ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน  นั่นแล  เราเรียกว่า  “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว”.

มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้อยู่ในหมู่บ้าน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย,   ด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย,   ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลายก็ตาม ;   ถึงกระนั้น  ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า  ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของ

ภิกษุนั้น ;  ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละเสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเรา

จึงเรียกว่า  ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว, ดังนี้ แล.

                    

(ไทย) สฬา. สํ. ๑๘/๓๔/๖๗ :คลิกดูพระสูตร

(บาลี) สฬา. สํ. ๑๘/๔๔/๖๗ :คลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

คำถามที่ใกล้เคียงกัน

Today62
Yesterday536
This week62
This month9885
Total784053

Who Is Online

14
Online