ลักษณะของกายและจิตที่ถึงฌาน ๔ มีอาการอย่างไร

User Rating:  / 7
PoorBest 
Bookmark and Share

 

 

เสียง

ยุวพุทธิกสมาคม ครั้งที่ 2 track 11

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด mp3 : คลิกที่นี่

 

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

อนุปุพพนิโรธ ๙

 

อนุปุพพนิโรธ ๙

ภิกษุ ท. ! อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ เหล่านี้ มีอยู่.  เก้าประการอย่างไรเล่าเก้าประการ    คือ:-

(๑)     เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน                             อามิสส (กาม) สัญญา ย่อมดับ ;

(๒)     เมื่อเข้าถึงทุติยฌาน                             วิตกและวิจาร ย่อมดับ ;

(๓)     เมื่อเข้าถึงตติยฌาน                             ปีติ ย่อมดับ ;

(๔)     เมื่อเข้าถึงจตุตถฌาน                           อัสสาสะและปัสสาสะ ย่อมดับ ;

(๕)     เมื่อเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ             รูปสัญญา ย่อมดับ ;

(๖)     เมื่อเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ              อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ ;

(๗)     เมื่อเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ               วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ ;

(๘)     เมื่อเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ    อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ ;

(๙)     เมื่อเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ                สัญญาและเวทนา ย่อมดับ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ.

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๕๒๒

(ภาษาไทย) นวก. อํ. ๒๓/๓๓๑/๒๓๕. : คลิกดูพระสูตร

 

อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙

 

อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙

ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ  เหล่านี้. เธอทั้งหลายจงฟัง.

ภิกษุ ท. ! อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า?

(๑) กามทั้งหลายย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใดยังกามทั้งหลายให้ดับไปๆ ในที่ใดแล้วแลอยู่; เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิวดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้นๆ ในที่นั้นแน่แท้.  ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวถามอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยังกามทั้งหลายให้ดับไปๆในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้นดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน    อันมีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. กามทั้งหลาย  ดับไปในปฐมฌานนั้น, และชนเหล่านั้น ยังกามทั้งหลายให้ดับไปๆ ในปฐมฌานนั้น แล้วแลอยู่ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ใครๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ ; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำ สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้.

 (๒) วิตกและวิจารทั้งหลาย ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใดยัง วิตกและวิจารทั้งหลาย  ให้ดับไปๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ; เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น  หายหิว  ดับเย็น  ข้ามแล้ว  ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้นๆ ในที่นั้น  แน่แท้.  ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวถามอย่างนี้ว่า วิตกและวิจารทั้งหลาย ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง วิตกและวิจารทั้งหลายให้ดับไปๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า              ผู้มีอายุ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะความที่วิตกและวิจารทั้งหลายระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียวไม่มีวิตกและวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่, วิตกและวิจารทั้งหลาย ดับไปใน ทุติยฌาน นั้น, และชนเหล่านั้น ยัง วิตกและวิจารทั้งหลายให้ดับไปๆ ในทุติยฌานนั้น แล้วแลอยู่ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ใครๆที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ ; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุดังนี้แล้วนอบน้อมอยู่จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้.

 (๓) ปีติ ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใดยังปีติ ให้ดับไปๆในที่ใด แล้วแลอยู่ ; เรากล่าวว่า     ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้วถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้นๆ ในที่นั้นแน่แท้. ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวถามอย่างนี้ว่า ปีติ ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยังปีติให้ดับไปๆ ในที่ไหนแล้วแลอยู่ ?     ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้นดังนี้ไซร้; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้  เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ อยู่อุเบกขามีสติและสัมปชัญญะ และเสวยความสุขด้วยนามกาย  เข้าถึงตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า  ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขดังนี้แล้วแลอยู่. ปีติ  ดับไปใน ตติยฌานนั้นและชนเหล่านั้นยัง ปีติ ให้ดับไปๆใน ตติยฌาน นั้นแล้วแลอยู่ดังนี้.  

ภิกษุ ท. ! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวดไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วย คำว่า สาธุ ดังนี้ ; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่  จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้.

(๔)  อุเบกขาสุข ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใดยังอุเบกขาสุขให้ดับไปๆ ในที่ใดแล้ว แลอยู่ ; เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้นหายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้นๆ ในที่นั้น แน่แท้.  ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวถามอย่างนี้ว่า อุเบกขาสุข ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง อุเบกขาสุข ให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้นดังนี้ไซร้, คำตอบพึงมีแก่เขาว่า      ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนเข้าถึงจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. อุเบกขาสุข ดับไปใน จตุตถฌาน นั้น, และชนเหล่านั้นยังอุเบกขาสุขให้ดับไปๆ ใน จตุตถฌานนั้น แล้วแลอยู่ดังนี้.  

ภิกษุ ท. ! ใครๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่าสาธุ ดังนี้ ; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ  ดังนี้แล้ว  นอบน้อมอยู่จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้.

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๕๒๒

(ภาษาไทย) นวก. อํ. ๒๓/๓๓๒/๒๓๗. : คลิกดูพระสูตร