Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

การใช้จ่ายทรัพย์อย่างไร จึงไม่เป็นการตระหนี่ และควรเลือกทำบุญอย่างไร

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ



บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล วัดนาป่าพง

 วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง ๑๐ ปทุมธานี

 ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่


พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

คหบดี ! อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์ที่ตนหาได้มาด้วยความเพียร  เครื่องลุกขึ้น

รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรม

ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ. ๔ ประการ อย่างไรเล่า ?

 

๔ ประการ ในกรณีนี้ คือ :-

๑. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น)

ในการเลี้ยงตน ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารตนให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง,

ในการเลี้ยงมารดาและบิดาให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารท่านทั้งสองให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง,

ในการเลี้ยงบุตรภรรยา ทาสและกรรมกรชายหญิง ให้เป็นสุข อิ่มหนำ

บริหารให้อยู่กันอย่างเป็นสุขโดยถูกต้อง,

ในการเลี้ยงมิตรอำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง

นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๑ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล (อายตนโส).

คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :

 

๒. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น)

ในการปิดกั้นอันตรายทั้งหลาย ทำตนให้สวัสดีจากอันตรายทั้งหลาย ที่เกิดจากไฟ จากนํ้า

จากพระราชา จากโจร หรือจากทายาท ที่ไม่เป็นที่รักนั้นๆ นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๒

อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.

คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :

 

๓. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มาโดยชอบธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น )

ในการกระทำพลีกรรม ๕ ประการ คือ สงเคราะห์ญาติ (ญาติพลี) สงเคราะห์แขก(อติถิพลี)

สงเคราะห์ผู้ล่วงลับไปแล้ว (ปุพพเปตพลี) ช่วยชาติ (ราชพลี) บูชาเทวดา (เทวตาพลี)

นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ฐานที่ ๓ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.

คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :

 

๔. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหามาได้โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น)

ในการตั้งไว้ซึ่งทักษิณา อุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้งดเว้นแล้วจากความประมาทมัวเมา

ผู้ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้ฝึกฝน ทำความสงบ ทำความดับเย็น แก่ตนเอง

อันเป็นทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน เป็นฝ่ายดี มีสุขเป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์

นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๔ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้วบรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.

 

คหบดี ! อริยสาวกนั้น ย่อมใช้โภคทรัพย์ที่ตน หาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วย

กำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรมได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการเหล่านี้.

 

ปฐมธรรม หน้า ๑๗

(ไทย) จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕/๖๑. : คลิกดูพระสูตร

 (บาลี)จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑ : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล ๘ จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ

ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ๘ จำพวกอะไรบ้างเล่า ?

 

๘ จำพวก คือ :-

(๑) พระโสดาบัน

(๒) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล

(๓) พระสกทาคามี

(๔) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล

(๕) พระอนาคามี

(๖) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล

(๗) พระอรหันต์

(๘) พระผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์

 

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล ๘ จำพวกเหล่านี้แล เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ

ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไมมี่นาบุญอื่นยิ่งกว่า.

 

“ผู้ปฏิบัติแล้ว ๔ จำพวกและผู้ตั้งอยู่ในผลแล้ว ๔ จำพวกนี่แหละ ! สงฆ์ที่เป็นคนตรง,

เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในปัญญาและศีล ย่อมกระทำให้เกิดบุญอื่นเนื่องด้วยอุปธิ แก่มนุษย์ทั้งหลาย 

ผู้มีความต้องการด้วยบุญ กระทำการบูชาอยู่ ทานที่ให้แล้วในสงฆ์ จึงมีผลมาก”.

 

 

ปฐมธรรม หน้า ๑๕๒

(ไทย) อฏฐก. อํ. ๒๓/๒๓๐/๑๔๙. : คลิกดูพระสูตร

(บาลี) อฏฐก. อํ. ๒๓/๓๐๑/๑๔๙: คลิกดูพระสูตร

 

 

อานนท์ ! บุคคล

ให้ทานในสัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า

ให้ทานในปุถุชนผูทุ้ศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า

ให้ทานในปุถุชนผูมี้ศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า

ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัด

ในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า

ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณานับไม่ได้ ประมาณไม่ได้

ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง

ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง

ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง

ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์

ในพระปัจเจกพุทธะ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

 

อานนท์ ! ก็ ทักษิณาที่ให้แล้วในสงฆ์ มี ๗ อย่าง คือ :-

ประการที่ ๑ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๒ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๓ ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๔ ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๕  แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า

แล้วให้ทานนี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๖  แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

ประการที่ ๗  แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทานนี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  

 

อานนท์ ! ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มีผ้ากาสาวะ (จีวร) พันคอ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรมคนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น.

อานนท์ ! ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้นเราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทาน (การถวายเจาะจงบุคคล) ว่ามีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย. 

 

อานนท์ ! ก็ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา นี้มี ๔ อย่าง ๔ อย่าง คือ :-

อานนท์ ! ทักษิณาบางอย่างบริสุทธ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)

บางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

บางอย่างฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์

บางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก.

 

อานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร ?

อานนท์ ! ในข้อนี้ ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหก เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล

ทักษิณาชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก.

 

อานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร ?

อานนท์ ! ในข้อนี้ทายกเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล

ทักษิณาชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก.

 

อานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ เป็นอย่างไร ?

อานนท์ ! ในข้อนี้ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล

ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ก็ไม่บริสุทธิ์

 

อานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร ?

อานนท์ ! ในข้อนี้ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล

ทักษิณาชื่อว่า บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก.

 

อานนท์ !นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง.

 

ภพภูมิ หน้า ๕๐๔

(ไทย) อุปริ. ม. ๑๔/๓๔๔-๓๔๘/๗๑๑-๗๑๙ : คลิกดูพระสูตร

(บาลี) อุปริ. ม. ๑๔/๔๕๘-๔๖๒/๗๑๑-๗๑๙ : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 
Today446
Yesterday645
This week446
This month15456
Total1140819

Who Is Online

30
Online