Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

การแสดงธรรม การสมาทานศีล และการให้ศีลให้พร ต้องกล่าวเป็นภาษาบาลีด้วยหรือไม่

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

 

วีดีโอ

 

บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด

26 ก.ค. 2556

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

คามณิ ! นาเลว มีดินเป็นก้อนแข็ง มีรสเค็ม พื้นที่เลว นั้น เปรียบเหมือนสมณพราหมณ์ปริพพาชกทั้งหลาย  ผู้เป็นเดียรถีย์อื่นต่อเรา เราก็ย่อมแสดงธรรมงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น.     

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า

เพราะเหตุว่า  ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดง สักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาลนาน.

 

 

 

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๓๖๗

(ไทย) สฬา. สํ. ๑๘/๓๒๓/๖๐๔–๖๐๕:คลิกดูพระสูตร

(บาลี) สฬา. สํ. ๑๘/๓๘๗/๖๐๔–๖๐๕:คลิกดูพระสูตร

  

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ   จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลายกำหนัดได้บ้าง  พึงปล่อยวางได้บ้างในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้.  

 

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?  

ภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนั้นเพราะเหตุว่า  การก่อขึ้นก็ดี  การสลายลงก็ดี  การถูกยึดครองก็ดี  การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี  แห่งกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฏอยู่. เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ  จึงเบื่อหน่ายได้บ้าง  จึงคลายกำหนัดได้บ้าง  จึงปล่อยวางได้บ้างในกายนั้น.  

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี   ว่า “มโน” ก็ดี   ว่า “วิญญาณ”  ก็ดี ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ  ไม่อาจจะเบื่อหน่าย  ไม่อาจจะคลายกำหนัด   ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งจิตนั้น.  

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?   

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า  สิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนี้  เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับได้ถึงทับแล้วด้วยตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วยทิฏฐิโดยความเป็นตัวตน มาตลอดกาลช้านานว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้

เพราะเหตุนั้น  ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ  จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย   ไม่อาจจะคลายกำหนัด  ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่ได้มีการสดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอากายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้  โดยความเป็นตัวตน  ยังดีกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตัวตน ไม่ดีเลย.   

ข้อนี้เป็นเพราะเหตุใดเล่า ?   

ภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนั้นเพราะเหตุว่า กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง  สามปีบ้าง  สี่ปีบ้าง  ห้าปีบ้าง  สิบปีบ้าง  ยี่สิบปีบ้าง   สามสิบปีบ้าง  สี่สิบปีบ้าง  ห้าสิบปีบ้าง  ร้อยปีบ้าง  เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่  

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี   ว่า “มโน” ก็ดี   ว่า “วิญญาณ” ก็ดี   นั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น  ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน  วานร   เมื่อเที่ยวไปอยู่ในป่าใหญ่   ย่อมจับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่จับเดิม  เหนี่ยวกิ่งอื่น เช่นนี้เรื่อย ๆ ไปข้อนี้ฉันใด 

ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งที่เรียกกันว่า  “จิต” ก็ดี ว่า “มโน”  ก็ดี ว่า“วิญญาณ” ก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ดวงหนึ่งเกิดขึ้น  ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน.

                                   

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า ๑๐๑๕

(ไทย) นิทาน. สํ. ๑๖/๙๓–๙๔/๒๓๐-๒๓๒:คลิกดูพระสูตร          

(บาลี) นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๔-๑๑๕/๒๓๐-๒๓๒:คลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Today377
Yesterday669
This week4453
This month14742
Total1140105

Who Is Online

26
Online