Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

ขอคำอธิบาย กรรมเก่า และ กรรมใหม่

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง ๑๐ ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

 

ภิกษุทั้งหลาย ! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลายและทั้งไม่ใช่ของบุคคลเหล่าอื่น.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต),

เป็นสิ่งที่ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต),

เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย).

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดีซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า ด้วยอาการอย่างนี้ :

เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี;

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;

เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี;

เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป :

ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ

เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;

เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;

เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป;

เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;

เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;

เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;

เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;

เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะ

ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี

ด้วยอาการอย่างนี้.

 

เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง

อวิชชานั้น นั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร, เพราะมี

ความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ... ฯลฯ ...

ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ

โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

ดังนี้ แล.

หนังสือแก้กรรม หน้า ๒๕

(ภาษาไทย)  นิทาน. สํ. ๑๖/๖๒/๑๔๓: คลิกดูพระสูตร

 

 

ภิกษุทั้งหลาย !

เพราะอาศัย ตา ด้วย รูปทั้งหลาย ด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัย หูด้วย เสียงทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่นทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัย ลิ้น ด้วยรสทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัย กาย ด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัย ใจ ด้วยธรรมารมณ์ทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย

(ภาษาไทย)  อุปริ. . ๑๔/๓๙๑/๘๒๒. : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ลัทธิ ๓ ลัทธิเหล่านี้ มีอยู่, เป็นลัทธิซึ่งแม้บัณฑิต

จะพากันไตร่ตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์

วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะบิดผันกันมาอย่างไร ก็ชวนให้น้อมไป

เพื่อการไม่ประกอบกรรมที่ดีงามอยู่นั่นเอง.

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

 

๓ ลัทธิคือ :-

() สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนดังนี้.

 

() สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ของเจ้าเป็นนายดังนี้.

 

() สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเลยดังนี้.

 

ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณพราหมณ์พวกใด มีถ้อยคำและความเห็นว่า

บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์เพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนอย่างเดียวมีอยู่,

เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วสอบถาม ความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า

ถ้ากระนั้น คนที่ฆ่าสัตว์ ... ลักทรัพย์ ... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พูดเท็จ ... พูดคำหยาบ ... พูดยุให้แตกกัน... พูดเพ้อเจ้อ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท ...มีความเห็นวิปริตเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง (ในเวลานี้)

นั่นก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน.

 

เมื่อมัวแต่ถือเอากรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว

คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำในข้อที่ว่า

สิ่งนี้ควรทำ (กรณียกิจ)

สิ่งนี้ไม่ควรทำ(อกรณียกิจ) อีกต่อไป.

เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริงๆ จังๆ กันแล้ว

คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้นก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่า

เป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้ดังนี้.

หนังสือแก้กรรม หน้า ๖๐

(ภาษาไทย) ติก.อํ ๒๐/๑๖๗/๕๐๑  : คลิกดูพระสูตร

 

 

 


 

 


 

 

 

 

 

Today716
Yesterday1213
This week5003
This month23157
Total1196581

Who Is Online

23
Online