Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

เมื่อสภาพเดิมแท้ของเราเป็นวิมุตติอยู่แล้ว จะเกิดอวิชชาขึ้นได้อย่างไร

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

 

วิดีโอ

สนทนาธรรมค่ำวันเสาร์  8  ธ.ค.  2555
 
บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : mp4mp3

 

 

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

 

       ภิกษุ ท. !  ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี ;   

แต่ว่า  อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง.   

ภิกษุ ท. !  คำกล่าวอย่างนี้แหละ  เป็นคำที่ใครๆควรกล่าว  และ

ควรกล่าวด้วยว่า  “อวิชชาย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย”  ดังนี้.

       ภิกษุ ท. !   เรากล่าวว่า  ถึงแม้อวิชชานั้น  ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่.  

ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ?  คำตอบพึงมีว่า  “นิวรณ์ทั้งหลาย  ๕  ประการ  เป็นอาหารของอวิชชา”  ดังนี้.

       ภิกษุ ท. !   เรากล่าวว่า  ถึงแม้นิวรณ์ทั้งหลาย  ๕  ประการ  ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของนิวรณ์ทั้งหลาย  ๕  ประการ ?  คำตอบพึงมีว่า “ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ”    ดังนี้.

ภิกษุ ท. !   เรากล่าวว่า ถึงแม้ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่.   ก็อะไรเล่า  เป็นอาหารของทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ?   คำตอบพึงมีว่า  “การไม่สำรวมอินทรีย์”  ดังนี้.

                    ....ฯลฯ....                   ....ฯลฯ....

       การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว   ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย  ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;

       ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์ ;

       นิวรณ์ทั้งหลาย  ๕  ประการบริบูรณ์แล้ว   ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์.

                                   

       ภิกษุ ท. !   อาหารแห่งอวิชชานี้  ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้  และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.

 

                   

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑หน้าที่ ๓๓๓

                                           (ไทย) องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๓/๖๑: คลิกดูพระสูตร
(บาลี) ทสก. อํ. ๒๔/๑๒๐/๖๑: คลิกดูพระสูตร

 

 

สาวกสูตร

[๔๓๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นภิกษุเหล่านั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากเท่าไรหนอ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้ว มีมากมิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัปเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ฯ

ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ

[๔๓๔] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุทั้งหลาย แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสาวก ๔ รูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปีหากว่าท่านเหล่านั้นพึงระลึกถอยหลังไปได้วันละแสนกัป กัปที่ท่านเหล่านั้นระลึกไม่ถึงพึงยังมีอยู่อีก สาวก ๔ รูปของเราผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปี พึงทำกาละโดยล่วงไป ๑๐๐ ปีๆ โดยแท้แล กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีจำนวนมากอย่างนี้แล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ร้อยกัป เท่านี้พันกัป หรือว่าเท่านี้แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

 (ไทย) สํ.นิ. ๑๖/๑๘๑/๔๓๓: คลิกดูพระสูตร
                                              (บาลี) สํ.นิ. ๑๖/๒๑๖/๔๓๓: คลิกดูพระสูตร 

 

 

Today224
Yesterday1472
This week8168
This month17489
Total1190913

Who Is Online

26
Online