Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

ขอคำอธิบายเกี่ยวกับ คุณสมบัติและลักษณะปฏิจจสมุปบาทของ ตถตา, อนัญญถตา, อวิตถตา และ อิทัปปัจจยตา

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ

สนทนาธรรมค่ำเสาร์ วันที่ 16 มี.ค. 56

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่

 

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

  

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) แก่พวกเธอทั้งหลาย.

พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์,  เราจักกล่าวบัดนี้......

  

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !   ก็ปฏิจจสมุปบาท   เป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !   เพราะชาติเป็นปัจจัย   ชรามรณะย่อมมี.

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เพราะภพเป็นปัจจัย   ชาติย่อมมี.

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี.

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย  อุปาทานย่อมมี.

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย   ตัณหาย่อมมี.

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  เวทนาย่อมมี.

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย   ผัสสะย่อมมี.

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัยสฬายตนะย่อมมี.

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี.

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี.

(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม,

จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว;

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา,

คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา,

คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.

ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น;

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว,

ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย

ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า

 

          “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู :

          เพราะชาติเป็นปัจจัย   ชรามรณะย่อมมี ฯลฯ ........

          เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น

อันเป็น  ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น,

เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น,

เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น,

เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ;

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

(คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).

 

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๔๓-๕๒

(บาลี) นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑. : คลิกดูพระสูตร

(ไทย) นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒/๖๑. : คลิกดูพระสูตร

 

ภิกษุ ท. !  สิ่งที่ใช้เป็นพืชมีห้าอย่างเหล่านี้.   ห้าอย่างเหล่าไหนเล่า ?

ห้าอย่างคือ

พืชจากเหง้า (มูลพีช ),  

พืชจากต้น (ขนฺธพีช),  

พืชจากตา (ผลุพีช),

พืชจากยอด   (อคฺคพีช), และ

พืชจากเมล็ด (เช่นข้าวเป็นต้น)  

เป็นคำรบห้า (พีชพีช).

 

ภิกษุ ท. ! ถ้าสิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านี้   ที่ไม่ถูกทำลาย   ยังไม่เน่าเปื่อย  ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด  

ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่   และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี, แต่ดิน น้ำ ไม่มี.   

 

ภิกษุ ท. ! สิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านั้น   จะพึงเจริญงอกงามไพบูลย์   ได้แลหรือ ?

          “หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า!”

 

 ภิกษุ ท. !  ถ้าสิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านี้แหละ ที่ไม่ถูกทำลายยังไม่เน่าเปื่อย   

ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี, ทั้งดิน น้ำ ก็มีด้วย. 

 

ภิกษุ  ท. !  สิ่งที่ใช้เป็นพืชห้าอย่างเหล่านั้นจะพึงเจริญ  งอกงาม  ไพบูลย์  ได้มิใช่หรือ ?

          “อย่างนั้น พระเจ้าข้า!”

 

ภิกษุ ท. ! วิญญาณฐิติ สี่อย่าง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) พึงเห็นว่าเหมือนกับ  ดิน.

ภิกษุ  ท. !  นันทิราคะ พึงเห็นว่าเหมือนกับ  น้ำ.

ภิกษุ ท. !  วิญญาณ  ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย  (คือกรรม) พึงเห็นว่าเหมือนกับพืชสดทั้งห้านั้น.

 

ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา รูป  ตั้งอยู่   ก็ตั้งอยู่ได้,  เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์  

มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย  มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ   ก็ถึงความเจริญ  งอกงาม  ไพบูลย์  ได้ ;

 

ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา เวทนา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์

มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถือความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้ ;

 

ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา  สัญญา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,   เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์  

มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ ;

 

ภิกษุ ท. ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา สังขาร ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์  

มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้.

 

ภิกษุ ท. ! ผู้ใด จะพึงกล่าวอย่างนี้  ว่า  “เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป   การจุติ    การอุบัติ ความเจริญ  

ความงอกงาม และความไพบูลย์ของวิญญาณ   โดยเว้นจาก

รูป   เว้นจากเวทนา   เว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร” ดังนี้นั้น,  

นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๒๐๕-๒๐๗

(ไทย) ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๗/๑๐๖-๑๐๗. : คลิกดูพระสูตร

(บาลี) ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๔/๑๐๖-๑๐๗. : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

 

Today20
Yesterday656
This week1351
This month13497
Total1118156

Who Is Online

22
Online