Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

การตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบความเพียร กับการขอพร เพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่ปรารถนา มีแง่มุมต่างกันอย่างไร และต้องสร้างเหตุอย่างไรจึงจะบรรลุผลตามนั้น

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

 

วิดีโอ

เปิดธรรมที่ถูกปิด 2554/34

บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 ปทุมธานี

ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่

 

พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

 

        ภูมิชะ ! ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เป็นผู้ที่

มีความเห็นถูกต้อง มีความมุ่งหมายถูกต้อง

มีการพูดจาถูกต้อง มีการทำงานถูกต้อง

มีการดำรงชีพถูกต้อง มีความพยายามถูกต้อง

มีความระลึกถูกต้อง มีความตั้งจิตมั่นไว้อย่างถูกต้อง;

 

ชนเหล่านั้น ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์  โดยหวังผล  ก็ต้องได้รับผล;

ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่หวังผล   ก็ต้องได้รับผล;

ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งโดยหวังผลและไม่หวังผล ก็ต้องได้รับผล

ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยหวังผลก็มิใช่ไม่หวังผลก็มิใช่  ก็ยังต้องได้รับผล. 

 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? 

         เพราะเหตุแห่งการได้รับผลนั้น  เป็นสิ่งที่เขาทั้งหลายเหล่านั้น  ได้ทำแล้วโดยรากเหง้า (โยนิโส).

 

ภูมิชะ ! เช่นเดียวกับบุรุษผู้ต้องการน้ำมัน เสาะหาน้ำมัน เที่ยวแสวงหาน้ำมันอยู่,

เขาเกลี่ยเยื่อเมล็ดงาลงในราง  ประพรมด้วยน้ำแล้วคั้นเรื่อยไป; แม้บุรุษนั้น 

ทำความหวัง...

ทำความไม่หวัง...

ทั้งทำความหวังและความไม่หวัง...

ทั้งทำความหวังก็หามิได้ ความไม่หวังก็หามิได้  ก็ตาม,

เมื่อเขาเกลี่ยเยื่อเมล็ดงาลงในราง  ประพรมด้วยน้ำ   แล้วคั้นอยู่เรื่อยไป   บุรุษนั้นก็ต้องได้น้ำมันอยู่เอง.  

 

        ข้อนี้เพราะเหตุไร ?  

        เพราะเหตุแห่งการได้น้ำมันนั้น  เป็นสิ่งที่บุรุษนั้นได้ทำแล้ว  โดยลึกซึ้งแยบคาย  ฉันใดก็ฉันนั้น. 

        (ทรงให้อุปมาทำนองนี้อีกสามข้อ คือ บุรุษผู้ ต้องการน้ำนม รีดน้ำนมจากนมแม่โคลูกอ่อน

         บุรุษผู้ ต้องการเนย  ปั่นเนยจากนมที่หมักเป็นเยื่อแล้ว,  บุรุษที่  ต้องการไฟ สีไฟจากไม้แห้ง, 

        ก็ย่อมได้ผลตามที่ตนต้องการ.  แม้จะทำความหวังหรือความไม่หวังก็ตาม  ผลนั้น ๆ ก็ย่อมมีให้เอง  

        เพราะได้มีการกระทำที่ถูกต้องลงไปแล้ว).

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า ๑๓๙๒-๑๓๙๓.

  (ภาษาไทย) อุปริ. ม. ๑๔/๒๑๙/๔๑๔. : คลิกดูพระสูตร

 

 

ภิกษุ ท. ! เรายังรู้สึกได้อยู่ซึ่งธรรม ๒ อย่าง คือ 

ความไม่รู้จักอิ่มจักพอ (สันโดษ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย และ

ความเป็นผู้ไม่ถอยกลับ (อัปปฏิวานี)  ในการทำความเพียร.

 

       ภิกษุ ท. ! เราย่อมตั้งไว้ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า

       “หนังเอ็นกระดูก   จักเหลืออยู่,  เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที ;

        ประโยชน์ใด  อันบุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่น ของบุรุษ,  

        ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว  จักหยุดความเพียรเสีย  เป็นไม่มี”  ดังนี้.  

 

ภิกษุ ท. ! การตรัสรู้เป็นสิ่งที่เราถึงทับแล้วด้วยความไม่ประมาท  อนุตตรโยคักเขมธรรม 

ก็เป็นสิ่งที่เราถึงทับแล้วด้วยความไม่ประมาท.

 

        ภิกษุ ท. ! ถ้าแม้พวกเธอ พึงตั้งไว้ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า

       “หนังเอ็นกระดูก   จักเหลืออยู่,  เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที ;

        ประโยชน์ใด  อันบุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่น ของบุรุษ,  

        ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว  จักหยุดความเพียรเสีย  เป็นไม่มี”  ดังนี้ แล้วไซร้

  

ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ก็จักกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่าอันเป็นประโยชน์ที่ต้องการของกุลบุตรผู้ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ, ได้ต่อกาลไม่นานในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ เป็นแน่นอน.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า ๑๑๖๓-๑๑๖๔.

 (ภาษาไทย) ทุก. อํ. ๒๐/๔๘/๒๕๑. : คลิกดูพระสูตร

  

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีอายุร้อยปี พึงกล่าวกะบุรุษผู้มีชีวิตร้อยปี  อย่างนี้ว่า

“เอาไหมล่ะ  ท่านบุรุษผู้เจริญ !  เขาจักแทงท่านด้วยหอกร้อยเล่มตลอดเวลาเช้า 

ร้อยเล่มตลอดเวลาเที่ยง  ร้อยเล่มตลอดเวลาเย็น. 

ท่านบุรุษผู้เจริญ !  เมื่อเขาแทงท่านอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มทุกวัน ๆ จนมีอายุร้อยปี มีชีวิตอยู่ร้อยปี ; 

โดยล่วงไปแห่งร้อยปีแล้ว ท่านจักรู้เฉพาะซึ่งอริยสัจทั้งสี่ที่ท่านยังไม่รู้เฉพาะแล้ว” ดังนี้.

 

       ภิกษุ ท. ! กุลบุตรผู้รู้ซึ่งประโยชน์  ควรจะตกลง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?   

       ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า สังสารวัฏนี้มีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้ว

ดังนั้น เบื้องต้นและที่สุดแห่งการประหารด้วยหอกด้วยดาบด้วยหลาวด้วยขวาน ก็จะไม่ปรากฏ, นี้ฉันใด ;  

 

ภิกษุ ท. !  ข้อนี้ก็เป็นฉันนั้น:

เรากล่าวการรู้เฉพาะซึ่งอริยสัจทั้งสี่ ว่าเป็นไปกับด้วยทุกข์กับด้วยโทมนัสก็หามิได้ ; แต่เรา

กล่าวการรู้เฉพาะซึ่งอริยสัจทั้งสี่ ว่าเป็นไปกับด้วยสุขกับด้วยโสมนัสทีเดียว

 

อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ?  สี่อย่างคือ

อริยสัจคือทุกข์

อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์

อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

 

ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น  ในเรื่องนี้   เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า 

“ทุกข์  เป็นอย่างนี้,  เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,

ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,  ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้” ดังนี้.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๙๘-๙๙.

    (ภาษาไทย) มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๖/๑๗๑๘. : คลิกดูพระสูตร 

 

 

 

 

 

 

Today536
Yesterday677
This week3847
This month15993
Total1120652

Who Is Online

20
Online