Buddhawajana FAQ

Thai (th)English (UK)

มานะ ๖ และ นิวรณ์ ๕ คืออะไร

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
Bookmark and Share

 

วิดีโอ


บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง ๑๐ ปทุมธานี

 ดาวน์โหลด : คลิกที่นี่


พระสูตรที่เกี่ยวข้อง

 

 

ภิกษุ ท. ! บุคคล ไม่ละธรรมทั้งหลาย ๖ อย่างแล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล. 

ธรรม ๖ อย่าง เหล่าไหนเล่า ? หกอย่างคือ

มานะ (ถือตัว),

โอมานะ (แกล้งลดตัว),

อติมานะ (ยกตัว),

อธิมานะ (ถือตัวจัด),

ถัมภะ (หัวดื้อ),

อตินิปาตะ (สำคัญตัวเองว่าเลว).    

ภิกษุ ท. ! บุคคลไม่ละธรรมทั้งหลาย ๖ อย่าง เหล่านี้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล.

 

ภิกษุ ท. ! บุคคล ละธรรมทั้งหลาย ๖ อย่างแล้ว เป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล. 

ธรรม ๖ อย่าง เหล่าไหนเล่า ? หกอย่างคือ

มานะ โอมานะ  อติมานะ  อธิมานะ  ถัมภะ  อตินิปาตะ.    

 

ภิกษุ ท. !   บุคคลละธรรมทั้งหลาย ๖ อย่าง เหล่านี้แล้ว เป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล แล.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า ๗๖๙

(บาลี) ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๗๙/๓๔๗. : คลิกดูพระสูตร

(ไทย) ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๗๙/๓๔๗. : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

ภิกษุ ท. ! นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้น ๕ อย่างเหล่านี้ ท่วมทับจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลังมีอยู่. 

ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ  :

 

นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ กามฉันทะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;

นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ พยาบาท  ครอบงำจิตแล้ว  ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;

นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ ถีนมิทธะ  ครอบงำจิตแล้ว  ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;

นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ อุทธัจจกุกกุจจะ  ครอบงำจิตแล้ว  ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;

นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ วิจิกิจฉา   ครอบงำจิตแล้ว  ทำปัญญาให้ถอยกำลัง.

 

       ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว จักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้  นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแสเชี่ยว พัดพาสิ่งต่าง ๆ ไปได้ มีบุรุษมาเปิดช่องทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น ด้วยเครื่องไถทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้กระแสกลางแม่น้ำนั้นก็ซัดส่ายไหลผิดทาง ไม่ไหลไปสู่ที่ไกลไม่มีกระแสเชี่ยว ไม่พัดสิ่งต่างๆไปได้,  นี้ฉันใด;

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน :

ภิกษุ  ที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว จะรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า ๑๓๕๗-๑๓๕๘

(บาลี) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๗๒/๕๑. : คลิกดูพระสูตร

(ไทย) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๖/๕๑. : คลิกดูพระสูตร

  

 

ภิกษุทั้งหลาย ! สังโยชน์ ๑๐ ประการ เหล่านี้ มีอยู่สิบประการอย่างไรเล่า ? สิบประการ คือ :-

โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

 

โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ?คือ

สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามฉันทะ, พยาบาท

เหล่านี้ คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

 

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ?

คือ รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจ, อวิชชา

เหล่านี้คือ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

 

ภิกษุ ทั้งหลาย เหล่านี้แล สังโยชน์ ๑๐ ประการ.

 

คู่มือโสดาบัน หน้า ๑๒๗

(บาลี) ทสก. อํ.  ๒๔/๑๘/๑๓. : คลิกดูพระสูตร

(ไทย) ทสก. อํ.  ๒๔/๑๖/๑๓. : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ–ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา.ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า

“อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต) เป็นของหยาบๆ (โอฬาริก)

เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน);

แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา” ดังนี้.

 

(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้)

อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ-ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.

 

อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ-ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป เร็วเหมือนการกระพริบตาของคน, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.

อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย

ในกรณีแห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.

 

(ในกรณีแห่ง เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสตะ กลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะ รสที่รู้แจ้งด้วยชิวหา โผฎฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยผิวกาย และธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ทรงตรัสอย่างเดียวกันต่างกันแต่อุปมาแห่งความเร็วในการดับแห่งอารมณ์นั้นๆ, คือ กรณีเสียง เปรียบด้วยความเร็วแห่งการดีดนิ้วมือ,กรณีกลิ่น เปรียบด้วยความเร็วแห่งหยดน้ำตกจากใบบัว, กรณีรส เปรียบด้วยความเร็วแห่งน้ำลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง, กรณีโผฏฐัพพะ เปรียบด้วยความเร็วแห่งการเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง, กรณีธรรมารมณ์ เปรียบด้วยความเร็วแห่งการแห้งของหยดน้ำบนกระทะเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ตลอดวัน)

 

คู่มือโสดาบัน หน้า ๑๒๗

(บาลี) อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๒–๕๔๕/๘๕๖–๘๖๑. : คลิกดูพระสูตร

(ไทย) อุปริ. ม. ๑๔/๔๐๙-๔๑๑/๘๕๖–๘๖๑. : คลิกดูพระสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 
Today172
Yesterday826
This week2719
This month19373
Total1454051

Who Is Online

17
Online